RSS

Statistical analysis of discharge and development of time series model using copulas

Abstract

Although time dependencies of hydrologic processes have been statistically studied in the past decades, classical statistical analysis such as correlation or covariance often fails to capture all the dependencies between random variables due to the fact that it regresses the statistical information to a single value.  In addition, multivariate distributions cannot precisely be modeled by a traditional Gaussian approach whenever large asymmetries exist. In contrast, copulas can capture more precise dependence structures of hydrological variables and allow describing the dependence structure independently from the marginal distributions.

This thesis aimed to perform the statistical analysis of the time series discharges reproduced by the rainfall-runoff modeling by applying the copula based methods. Semi-distributed HBV models were developed for the selected subcatchments located in the Upper Neckar catchment, south-west Germany. Identifications of the hydrological characteristics in the subcatchments were undertaken and the model ability in representation of the dynamical changes detected in copulas was investigated as parts of the study objectives.

Bivariate empirical copulas with varying values of time lag were constructed. Auto copula analysis results showed that the models were capable of reproducing strong dependencies of the low quantiles for small time lag values while this ability was deteriorated once time lag values increased due to systematic errors produced by the models. Catchment characteristics investigated by asymmetric properties of the simulated time series discharges indicated that the high performance models tend to react to the rainfall events in the similar way with the observed discharges. The study of distances between two copulas estimated by beta kernel density detected the structural changes in the observed discharge datasets, which possibly caused by anthropogenic impacts. However, the models could capture these changes only in some periods of the series. Conditional copula autoregressive simulations were performed and demonstrated that the conditional copula models reproduced similar structures of asymmetries for small dimensions.

Copulas

Reference:

Kamkaew, K. (2013). Statistical analysis of discharge and development of time series model using copulas. Master’s thesis. Institut für Wasser- und Umweltsystemmodellierung, Universität Stuttgart.

 
Leave a comment

Posted by on October 10, 2013 in Water Resource Management

 

Tags: , ,

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 3: พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

IMG_0762

ขณะนี้เวลา 11:59 อากาศเย็นกำลังดี ลมพัดเอื่อยๆ ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้ มองออกไปกิ่งไม้ไหวโยกเอนเอียงตามแต่กระแสลมจะพาไป เหมือนจิตใจคนที่อยู่ๆ ก็ล่องลอยออกไปผ่านช่องหน้าต่างช่องเดียวกัน ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ไกลออกไปกลางท้องฟ้าสีคราม ที่ถูกก้อนเมฆฝากริ้วรอยเอาไว้ เป็นเส้นๆ เป็นหย่อมๆ สีขาวนวล….พลันแสงแดดตกกระทบหลังคาโรงจอดรถจักรยานมาเข้าตา จิตใจจึงกลับคืนสู่ร่าง ก่อนที่จะด่ำดิ่งลึกลงไปสู่ก้นบึ้งของกาลเวลา……

วันนี้เป็นวันที่อากาศดีที่สุดวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนี้ ฤดูร้อนที่ถูกคุกคามโดยปรากฏการณ์ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “โลกร้อน” ตั้งแต่ย่างเข้าฤดูร้อนมาจนถึงตอนนี้ มีแต่ฝน ฝน ร้อน ฝน หนาว ฝน…สลับไปมา ช่างเป็นหน้าร้อนที่น่าเบื่อมาก นี่ยังไม่รวมกับที่ต้องมานั่งอ่านหนังสือ นั่งสอบ นั่งอ่านหนังสือ และนั่งสอบ อีกเป็นระยะเวลาร่วม 6 อาทิตย์ กับทั้งหมด 11 วิชา! โชคดีที่ยังมีช่วงพักให้หายใจกันบ้าง….

อีก 3 วันข้างหน้าก็จะครบ 1 ปีพอดีที่ย้ายตัวเองมาอยู่ในดินแดนอินทรีเหล็ก 1 ปีที่กำลังจะผ่านไปไวเหมือนโกหก มาสำรวจพฤติกรรมกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ทั้งที่ดีและไม่ดี

เอาที่ดีก่อนละกัน

  • ทำอะไรมีการวางแผนล่วงหน้ามากขึ้นและตรงต่อเวลามากขึ้น อันนี้น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนน่าจะได้รับจากการมาใช้ชีวิตที่เยอรมนี จะไปไหน จะไปพบใคร หรืออีก 2-3 วันข้างหน้าจะทำอะไร ต้องวางแผน ต้องเช็คตารางเวลารถไฟตลอด จนในที่สุดติดเป็นนิสัย
  • ออกกำลังกายมากขึ้น และสม่ำเสมอกว่าตอนอยู่เมืองไทย ทั้งวิ่ง ทั้งปั่นจักรยาน และเตะบอล ทำให้ร่างกาย(เหมือน) จะกลับมาฟิตอีกครั้งหนึ่ง สภาพร่างกายตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีสำหรับคนวัย 30 กว่าๆ🙂
  • บ้าแดด อันนี้ขอคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี หลังจากผ่านหน้าหนาวอันหฤโหดมา รู้ซึ้งเลยว่าอาการบ้าแดดเป็นยังไง วันไหนฟ้ามืดสลัว มัวๆ ขุ่นๆ อากาศเย็นๆ มันรู้สึกโหยหาแสงแดดและไออุ่นมากเป็นพิเศษ พอวันไหนอากาศดี แดดออกอย่างวันนี้ ก็จะกระปี้กระเปร่าเป็นพิเศษ จิตใจเบิกบานและพองโต อยากจะออกไปเดินเล่นตากแดดแล้วสิ ไม่น่าเชื่อว่าสภาพอากาศจะมีผลกับจิตใจคนเราได้ขนาดนี้
  • ใช้เวลากับคนอื่นๆ มากขึ้น เก็บตัวน้อยลง อันนี้อาจจะเป็นเพราะหน้าที่ที่ทำให้ได้พบปะพูดคุยกับคนเยอะขึ้น สังสรรค์กันมากขึ้น ออกงานบ่อยด้วย ถือว่าดีกว่าเทอมที่แล้วนะที่เก็บตัวเกินไปและไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ การพบเจอผู้คนที่มาจากหลากหลายสถานะ หลากหลายความคิด ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ ได้ดีขึ้น

ที่ไม่ดีก็มีดังนี้

  • ช่วงที่มาแรกๆ จนถึงตอนนี้ ดื่มเยอะมากเกินไป โดยเฉพาะเบียร์ แน่นอนมาอยู่เมืองเบียร์ คุณจะดื่มอะไรล่ะ น้ำก็ราคาพอๆ กับเบียร์ คิดแล้วดื่มเบียร์ดีกว่า (ถ้าหิวน้ำก็ไปดื่มน้ำก็อกแทน ที่นี่เค้ารับประกันคุณภาพน้ำก็อกว่าดื่มได้) แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะดื่มมากต่อไปอีก เพราะด้วยวัยขนาดนี้ร่างกายฟื้นตัวช้าเหลือเกิน -_-‘ ผิดศีลด้วย จะดื่มให้น้อยลงๆๆๆๆๆๆ
  • นอนดึก-ตื่นสาย ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ชอบมาคึกเอาตอนดึกๆ (กลางวันนี่แอบเฉื่อยเล็กน้อย) เป็นผลทำให้ตื่นสาย บางครั้งไปเรียนเกือบไม่ทัน (ตื่นมาแปรงฟัน แล้ววิ่งไปเรียนเลย) บางวิชาที่เริ่มเรียน 7:45 นี่ โอยยยย…ไปทันอยู่ครั้งเดียว (เลยไม่ลงสอบเลย ไปสอบวิชาเลือกตัวอื่นแทน) ต้องเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตใหม่ ให้เดินเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นเค้าบ้าง (เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันนี้ตื่น 8 โมง แต่นอนไป 3 ชั่วโมงเอง!)
  • ใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป โดยเฉพาะตอนกลางคืน ข้อนี้พยายามจะปรับตั้งหลายครั้ง ยังไม่สำเร็จ แต่จะพยายามต่อไปครับ😉

ปีนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน แล้วปีหน้าค่อยมาสำรวจกันใหม่นะครับ Auf Wiedersehen!

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

 
 

กระบวนคิดในการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเยอรมัน

WRM

ถ้าพูดถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในเครือสหภาพยุโรป จะต้องพูดถึง European Commission Water Framework Directive (WFD) หนึ่งในโครงสร้างทางกฎหมายที่สหภาพยุโรปกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 หัวใจสำคัญของแนวทางในการบริหารจัดการน้ำตามข้อกำหนดของ WFD คือ การบริหารจัดการน้ำแบบพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งเริ่มตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ ลุ่มน้ำสาขา ไปจนถึงปากแม่น้ำ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมิติของการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่มีอาณาเขตร่วมกันตั้งแต่สองประเทศขึ้นไป มีการกำหนดเป้าหมายและเส้นตายให้แต่ละประเทศในการป้องกัน แก้ไข และปรับปรุงแหล่งน้ำ อันได้แก่ แม่น้ำ ทะเลสาบ ป่าชายเลน พื้นที่ชายฝั่ง และน้ำใต้ดิน ให้มีสถานะด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ดี (Environmental Good Status) ภายในปี ค.ศ. 2015 นอกจากนี้ WFD กำหนดให้ทุกประเทศจัดทำแผนการบริหารจัดการและแผนปฏิบัติการต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ให้เสร็จภายในระยะเวลา 6 ปีหลังจาก WFD มีผลบังคับใช้ และให้ทำการปรับปรุงแผนทุกๆ 6 ปีอีกด้วย ประเด็นทางด้านเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ WFD ให้ความสำคัญเช่นกัน กล่าวคือ WFD กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้มาตรการในการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการน้ำประปาและการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งได้คิดรวมค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ แต่ละประเทศจะต้องกำหนดมาตรการในการรักษา ป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพน้ำอย่างเฉลียวฉลาดและคุ้มค่า (cost-efficient measures) สำหรับประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในเส้นตายของ WFD เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง ประเทศนั้นสามารถขอขยายเวลาการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายออกไปจาก ปี ค.ศ. 2015 ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องนำเสนอหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินความสามารถในการใช้จ่ายเงิน และผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ของมาตรการต่างๆ ประกอบด้วย

ข้อมูลจากหนังสือ “Water Resource Management in Germany Part 1: Fundamentals” ซึ่งตีพิมพ์และเผยแพร่โดย กระทรวงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัย (Bundesministerium für Umwelt, Naturschutz und Reaktorsicherheit) ระบุว่า  WFD ส่งผลโดยตรงต่อประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของกฎหมาย เนื่องจากจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำจากแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน และปรับโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางและรัฐบาลในแต่ละแคว้นให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ การวางแผนทั้งทางด้านเทคนิคและด้านการแบ่งพื้นที่ และการดำเนินการปฏิบัติซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการบริหารจัดการแบบพื้นที่ลุ่มน้ำ นอกจากนี้ ข้อกำหนดของ WFD ในการทำแผนความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีและใช้พื้นที่ลุ่มน้ำร่วมกันเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับประทศเยอรมนี ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด 10 ลุ่มน้ำ และ 9 ใน 10 เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีอาณาเขตร่วมกับประเทศอื่น รัฐบาลเยอรมันใช้เวลา 9 ปี ดำเนินกระบวนการวางแผน โดยมีการเก็บข้อมูลและประเมินสถานะปัจจุบันของแหล่งน้ำในประเทศ จัดการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลกลาง หน่วยงานแคว้นต่างๆ หน่วยงานเอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนเปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและจัดทำมาตรการในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ผลการประเมินสถานะคุณภาพแหล่งน้ำ ระบุว่า ตัวบ่งชี้ทางด้านเคมีของแหล่งน้ำส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การปล่อยน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำชุมชนไม่ได้สร้างปัญหาให้กับคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ปัญหาคุณภาพน้ำมีสาเหตุที่สำคัญจากแหล่งก่อกำเนิดมลพิษเชิงพื้นที่ (diffuse sources) สสารที่มีความสามารถต่ำในการถูกย่อยสลาย เช่น ยาฆ่าแมลง และมลพิษที่เกิดจากการปล่อยของเสียทางน้ำ อากาศ และขยะ นอกจากนี้ ยังพบว่าต้องใช้ความพยายามสูงถึงจะบรรลุเป้าหมายทางด้านนิเวศวิทยาที่ WFD กำหนดไว้ได้ เนื่องจากแม่น้ำในประเทศเยอรมนีถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะมีสิ่งปลูกสร้างทางชลศาสตร์ตั้งอยู่ในแม่น้ำเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้ระบบนิเวศวิทยาของแม่น้ำอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์สถานะด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีของ WFD โดยสรุป ประเด็นด้านการบริหารจัดการที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้ง 10 ลุ่มน้ำของเยอรมนีที่ต้องได้รับการแก้ไขคือ การลดการปล่อยสสารโดยเฉพาะธาตุอาหารและสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ และการปรับปรุงสภาพทางด้านโครงสร้างทางกายภาพของแหล่งน้ำผิวดินให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ โดยเฉพาะการเพิ่มความสามารถให้กับปลาในการว่ายระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ (passability)

จากการประเมินข้อมูลที่ได้จากกระบวนการวางแผน และการติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่วางไว้จนถึงปัจจุบันนี้ พบว่ามีเพียงร้อยละ 18 ของแหล่งน้ำผิวดิน และร้อยละ 64 ของแหล่งน้ำใต้ดินทั้งหมดในประเทศที่สามารถปรับปรุงให้เป็นไปตามเป้าหมายของ WFD ภายในปี ค.ศ. 2015 ได้ ดังนั้น รัฐบาลเยอรมนีจึงตัดสินใจขอผ่อนผันการปฏิบัติตามเป้าหมายของ WFD โดยขอขยายเส้นตายออกไปจนถึงปี ค.ศ. 2021 และ 2027 ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่ใช้ในการขอผ่อนผันคือ มาตรการที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ดีนั้นมีเงื่อนไขตามธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงแหล่งน้ำให้เกิดการสร้างระบบนิเวศน์วิทยาขึ้นมาใหม่จะเห็นผลและวัดผลได้ว่าประสบความสำเร็จโดยปกติต้องใช้ระยะเวลาหลายปี เหตุผลอื่นๆ ได้แก่ การขาดความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค และมาตรการบางอย่างต้องใช้เงินลงทุนสูง เป็นต้น ในส่วนของมาตรการต่างๆ ทางรัฐบาลได้แบ่งการดำเนินการออกเป็นหน่วยวางแผนงานน้ำผิวดิน 225 หน่วย และ พื้นที่ประสานงานแหล่งน้ำใต้ดิน 41 พื้นที่ โดยเน้นไปที่มาตรการด้านการจัดการพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม การปรับโครงสร้างทางกายภาพของแหล่งน้ำ และความสามารถในการเคลื่อนที่ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำของปลา ใน 10 พื้นที่ลุ่มน้ำ นอกจากนี้ มาตรการเฉพาะในระดับภูมิภาคได้ถูกนำมาใช้ควบคุมการปล่อยของเสียจากกิจกรรมการทำเหมืองและการประมง อย่างไรก็ตามมาตรการต่างๆ จะไม่สามารถดำเนินการได้ถ้าขาดแหล่งเงินทุน ในประเทศเยอรมนีแหล่งเงินทุนหลักมาจากการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมในการให้บริการต่างๆ ของรัฐ นอกจากนี้ยังมีแหล่งเงินทุนอื่นๆ  เช่น สหภาพยุโรป และองค์กรความร่วมมือระหว่างแคว้นและระหว่างประเทศต่างๆ

ความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมนีกับประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มน้ำและแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินร่วมกัน มีมาตั้งแต่ก่อนการบังคับใช้ WFD ที่สำคัญ ได้แก่ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันมลพิษของแม่น้ำไรน์ (International Commission for the Protection of Rhine against Pollution, IKSR) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์  จากการบริหารจัดการและดำเนินมาตรการต่างๆ ร่วมกันมากว่า 60 ปี IKSR ประสบความสำเร็จในการทำให้แม่น้ำไรน์ทั้งสายมีคุณภาพน้ำดีขึ้น ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำในเทือกเขาแอลป์ (Alpine region) ทะเลสาบ Constance และแม่น้ำไรน์ในแต่ละช่วงในประเทศเยอรมนีจนถึงพื้นที่ปลายน้ำในประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการปล่อยของเสียจาก diffused sources ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำไรน์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพและการถดถอยของสภาพทางนิเวศน์วิทยา เนื่องจากโครงสร้างทางชลศาสตร์ที่สร้างขึ้นขวางทางน้ำ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และ โครงสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้น้ำในหลายภาคส่วนในการแก้ไข ทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่งทางน้ำ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานท้องถิ่นของแต่ละประเทศ เพื่อปรับปรุงให้แม่น้ำไรน์มีสถานะด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ความคิดเห็นของผู้เขียน

ในภาพรวมกระบวนคิดและแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเยอรมนีเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นแบบแบ่งพื่นที่ลุ่มน้ำเช่นกัน ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 25 ลุ่มน้ำหลัก ตามแนวทางของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กทช.) โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่มาจากกลุ่มบุคคลที่ทำงาน หรือ อาศัยอยู่ในแต่ละลุ่มน้ำ ทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ มีผลงานหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และได้รับการแต่งตั้งตามคำลั่ง กทช. ให้เป็นอนุกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางแผน ประสานแผนเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำซึ่งครอบคลุมถึงการพัฒนา การใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์น้ำในลุ่มน้ำ การจัดสรรน้ำภายในลุ่มน้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำขาดแคลน และการป้องกันและแก้ไขมลพิษทางน้ำ ซึ่งโดยรวมดูแล้วน่าจะเหมือนกับที่ประเทศเยอรมนีกำลังดำเนินการอยู่ แต่จากการสังเกตและทบทวนนโยบายและแผนการดำเนินการ รวมทั้งโครงการต่างๆ ทั้งที่ดำเนินการเสร็จแล้วหรืออยู่ในช่วงการวางแผน ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าความเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการแบบพื้นที่ลุ่มน้ำของรัฐบาลและบุคคลากรในหน่วยงานของรัฐของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกัน ประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาเฉพาะหน้าและการวางแผนระยะสั้น (3-4 ปี) ในการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำโดยสังเกตได้จากงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำถูกใช้ไปกับการลงทุนสร้างโครงสร้างทางกายภาพต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ และเป็นการสร้างที่ไม่มีวันจบ สร้างไปเรื่อยๆ เนื่องจากการขาดการวางแผนบริหารจัดการในระยะยาวแบบยั่งยืน ทำให้ที่ผ่านมายังไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากประเทศเยอรมนีที่เริ่มต้นด้วยการวางรากฐานการบริหารจัดการในระยะยาว โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาด้านโครงสร้างทางกฎหมายและการปกครอง รัฐบาลเยอรมนีตระหนักดีว่า รูปแแบการปกครองแบบสาธารณรัฐซึ่งให้อำนาจคณะผู้ปกครองของแต่ละแคว้นในการออกกฎหมายทางด้านซึ่งแวดล้อมขึ้นมาบังคับใช้ในแคว้นของตนและให้อำนาจหน่วยงานของแต่ละแคว้นวางแผนและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ได้อย่างอิสระตามขอบเขตอำนาจที่ตนมีอยู่ จะทำให้การประสานงานระหว่างแคว้นและหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่รับผิดชอบบนพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกันมีปัญหาและไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานในการปรับโครงสร้างและทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ แต่รัฐบาลเยอรมันก็ให้ความสำคัญและเห็นว่าคุ้มค่า ประเทศไทยมีระบบการปกครองที่เอื้อให้การบริหารจัดการน้ำแบบพื้นที่ลุ่มน้ำในระดับประเทศมีความซับซ้อนน้อยกว่าเยอรมนีถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่ลุ่มน้ำมากกว่า แต่ในความเป็นจริงปัญหาเรื่องพื้นที่และขอบเขตอำนาจหน้าที่ทับซ้อนของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลด้านการจัดการน้ำ ยังเป็นปัญหาพื้นฐานที่รัฐบาลไม่เห็นความสำคัญ ดูได้จากการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ภายหลังจากเหตุการณ์อุกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 โดยที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานยังดำเนินการอยู่ ผมคิดว่ารัฐบาลทำให้เกิดความซับซ้อนขึ้นมาโดยไม่จำเป็น อีกทั้งการอนุมัติให้มีการกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำ โดยที่ยังไม่มีการวางแผนและดำเนินการศึกษาอย่างละเอียด และไม่มีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เงินที่ลงทุนไปนั้นไม่คุ้มค่า แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดและอาจจะเกิดผลเสียหายด้านอื่นๆ ตามมาโดยเฉพาะการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ได้

การขับเคลื่อนแนวความคิดการบริหารจัดการแบบพื้นที่ลุ่มน้ำให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินการวางแผนแบบเป็นขั้นตอน มีการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบอย่างละเอียดรอบคอบ และที่สำคัญต้องเสาะหาความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน

อ้างอิง

Bundesministerium für Umwelt, Naturschutz und Reaktorsicherheit. (2010). Water Resource Management Part 1: Fundamentals, Chapter 5, 39-70. Dessau-Roßlau: Federal Environment Agency (UBA). Retrieved from http://www.umweltdaten.de/publikationen/fpdf-l/3770.pdf

 
Leave a comment

Posted by on February 13, 2013 in Paper Review

 

Tags: , , , ,

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 2: ทำไมต้องเมืองนอก? ทำไมต้องเยอรมนี? แล้วทำไมเพิ่งมาเรียน?

IMG_5564

นึกย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2541 ผมกำลังนั่งรถปิคอัพจากรุงเทพเมืองฟ้าอมรมุ่งหน้าขึ้นเหนือ พร้อมด้วยพ่อกับแม่ และข้าวของเต็มคันรถ มันเป็นการเดินทางครั้งแรกจากบ้านเกิดที่ผมใช้ชีวิตอยู่มาเกือบ 21 ปี จุดหมายปลายทางอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ที่ที่ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงาน(ในฐานะบัณฑิตจบใหม่) และใช้เวลากินนอนอยู่ที่นั่นและจังหวัดพิษณุโลกซึ่งอยู่ห่างออกไปร่วม 60 กิโลเมตร เป็นเวลา 4 ปีกว่า หลังจากวันนั้น ชีวิตผมก็ไม่เคยห่างหายจากการเดินทางอีกเลย…

ช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาตรี เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกันส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโททันที บางคนทำงานได้ไม่นานก็ตัดสินใจไปเรียนต่อ ผมคิดว่าผมโชคดีเพราะได้งานทำเร็ว ไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่เรื่องเรียนต่อก็ติดอยู่ในหัวตั้งแต่นั้นมา หลังจากทำงานไปได้ปีนึง ผมก็เริ่มหาโปรแกรมเรียนปริญญาโทโดยเน้นไปทางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่แน่ใจว่าทำไมผมชอบน้ำ อาจจะเป็นเพราะงานที่ทำเกี่ยวข้องกับน้ำและมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตและผู้คนซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาและปลูกอ้อย ทำให้ตระหนักได้ว่า น้ำคือชีวิตจริงๆ   ไม่น่าเชื่อ(แต่ก็ต้องเชื่อ) ว่าผมจะมีโอกาสได้มาเรียนหนึ่งในโปรแกรมที่ผมค้นเจอทางอินเตอร์เน็ทในตอนนั้น

การเดินทางครั้งต่อมาเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2545 หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่เกาะบาหลีเพียงไม่กี่วัน ผมย้ายบริษัทไปทำงานที่เมืองจาการ์ตา ที่นี่ผมมีเจ้านายเป็นคนเยอรมันที่เก่งและใจดีมาก และที่สำคัญผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมที่ผมอยากเรียนเพิ่มเติมอีกและผมเริ่มชอบโปรแกรมนี้มากขึ้น เจ้านายบอกว่าเค้าเป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มพัฒนาการเรียนการสอนโปรแกรมนี้ขึ้นมา ชื่อโปรแกรมคือ WAREM (Water Resources and Engineering Management) เป็นโปรแกรมนานาชาติสอนเป็นภาษาอังกฤษ  ผมเริ่มคิดในใจแล้วว่า “หรือดวงเราจะสมพงษ์กับเยอรมนี”

หลังจากเกิดเหตุระเบิดอีกครั้ง คราวนี้ใจกลางเมืองจาการ์ตาเลย และใกล้กับอพาร์ตเมนท์ที่ผมอยู่มาก จนผมได้ยินเสียงระเบิดและมองไปเห็นกลุ่มควันเล็กๆ   ไม่ถึง 10 นาที เสียงโทรศัพท์ก็ดัง น้ำเสียงที่อยู่ปลายสายดูเป็นกังวลมาก ผมทำเสียงร่าเริงพูดตอบไปว่า สบายดีไม่เป็นอะไรไม่ต้องเป็นห่วงนะแม่ แต่ในใจคิดว่าสงสัยคงต้องกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าอยู่ต่อที่บ้านคงเป็นกังวลตลอดเวลา กลับครับกลับ  ประจวบเหมาะกับที่มีเพื่อนชาวออสเตรเลียที่เคยทำงานร่วมกันติดต่อมาให้ไปทำงานที่บริษัทที่เค้าทำงานอยู่และมีสาขาอยู่ที่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในจาการ์ตามา 9 เดือน ผมลาออกและ 20 วันให้หลัง กลับมาทำงานที่เมืองไทย

ทุกครั้งที่มีคนหยิบยื่นโอกาสในการทำงานให้ผม ผมจะกลับมาคิดเรื่องเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุกครั้ง และแน่นอนผมเลือกโอกาสในการทำงานก่อนเสมอ แต่ก็ไม่เคยเลิกล้มความคิดที่จะเรียนต่อ หลังจากกลับมาทำงานที่เมืองไทยได้ 5 ปี ผมก็คิดจะลาออก ความคิดที่จะเรียนต่อมีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นได้ทั้ง แรงบันดาลใจ+กำลังใจจากคนใกล้ชิด(หัวใจ) = “คราวนี้จะไปเรียนต่อแล้วครับ” ส่งใบสมัครไปหลายมหาวิทยาลัยทั้งที่อเมริกาและยุโรป รวมถึงเยอรมนีด้วย แต่ทว่า”มัน” ก็มาด้วยเหมือนกันครับท่าน มันคือโอกาสในการทำงาน และคราวนี้มันก็ชนะอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน! มีรุ่นพี่มาชักชวนให้ส่งใบสมัครไปที่บริษัทและเผอิญเค้าเรียกไปสัมภาษณ์ และก็โชคดีที่เค้ารับเข้าทำงาน ตอนที่ตัดสินใจตอบตกลงไปทำงาน ยังไม่รู้ผลการสมัครจากทางมหาวิทยาลัย มารู้ตอนที่ทำงานที่ใหม่ไปได้ 4 เดือน มีมหาวิทยาลัยตอบรับให้เข้าเรียนมา 3 ที่ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart (อูนีแวรสิเทธ ชตุ๊ทการ์ท) จะทำยังไงดีล่ะครับพี่น้องครับ จะลาออกก็กังวล เพราะเผอิญผมได้มีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบโปรเจ็คที่สำคัญ ถ้าออกไปเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกันในทีมคงจะต้องรับไปเต็มๆ ไม่ดีแน่ครับ แต่ถ้าตอบปฏิเสธไปทางมหาวิทยาลัย ก็อาจจะไม่มีโอกาสอีก ในที่สุดผมเลือกงาน แต่ในใจก็คิดว่า “ไม่เคยมีอะไรที่ผมตั้งใจจะทำจริงๆ แล้วไม่สำเร็จ ผมตั้งใจจะเรียนต่อ ยังไงซะผมก็จะได้เรียน”

1 ปีถัดมา มาเริ่มสมัครเรียนต่ออีกครั้ง คราวนี้ส่งใบสมัครไปไม่กี่ที่ แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart ทางมหาวิทยาลัยให้โอกาสผมอีกครั้ง และคราวนี้ได้มาเรียนสมใจแล้วครับ เย่ เย่……….มีคนชอบถาม (บางคนถามปนเหน็บแนม ไม่สร้างสรรค์) ว่าอยากมาเรียนต่อเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้นเหรอ มาเอาดีกรี หรือว่าอยากจะได้ชื่อว่าจบนอก เด็กนอก  บ้างก็พูดเปรยๆ ออกมาว่าเห็นเพื่อนเค้าจบโทกันหมดเลยอยากจบบ้างใช่มั้ย (คำถามอย่างนี้ ผมว่าไม่สร้างสรรค์นะ) พอผมเริ่มจะอธิบายเหตุผล ก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น คนส่วนใหญ่ที่ถามคำถามไม่สร้างสรรค์ มักไม่มีความอดทนในการรับฟัง (เอ หรือว่าพวกคุณ ไม่อยากฟังคำตอบ แค่อยากเหน็บแนม) ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยแคร์ความคิด(ที่ไม่สร้างสรรค์) ของคนอื่นและบ่อยครั้งที่เชื่อในความคิดตัวเองเป็นหลัก ผมก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟังให้ได้รู้ว่า ทำไมต้องตอนนี้? เหตุผลคงจะอยู่ด้านบนหมดแล้ว (ไม่มีเหตุผลอะไรอื่นเลย นอกจากจังหวะเวลา)  ทำไมต้องเยอรมนี? อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นความอยากส่วนตัว และทำไมต้องเมืองนอก? เพราะผมตั้งใจมาศึกษาหาความรู้ ผมตั้งใจมาเรียนรู้ชีวิต ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงามของชนชาติอื่นและเรียนรู้การอยู่กับคนอื่นในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ และที่สำคัญผมตั้งใจจะมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

…and finally fate took me here.

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

 
 

Tags: ,

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 1: เทอมหนึ่งจบไปแล้วครับ

IMG_5602

 

ตั้งใจว่าจะเขียนโน้ตเป็นบันทึกความทรงจำ เรื่องการใช้ชีวิตในประเทศที่ผู้คนดื่มเบียร์มากที่สุดในโลก ดินแดนที่พอพูดถึงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเบียร์และขาหมู สำหรับเมืองที่ผมมาอยู่ เพื่อนบางคนก็จะนึกถึงเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างนึง คือ รองเท้า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารองเท้ายี่ห้อนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่นี่รึเปล่า แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้เกือบเจ็ดเดือน ก็ยังไม่เคยเห็นรองเท้ายี่ห้อนี้ในห้างหรือสถานที่ช๊อปปิ้งที่ไหนเลยนะครับ ใครเคยเห็นช่วยบอกด้วย

หลังจากสอบวิชาสุดท้ายผ่านไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา การเรียนเทอมหนึ่งของผมก็สิ้นสุดลง(แบบไม่ทันรู้ตัว) มีการฉลองกันไปพอหอมปากหอมคอในหมู่เพื่อนสนิท และเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการปิ้งย่างบาร์บีคิวกินกันในป่า อากาศดีมาก อุณหภูมิ 10 กว่าๆ แดดออกและฟ้าเป็นสีฟ้า🙂

สำหรับผมมีเรื่องส่วนตัวให้ฉลองเล็กๆ กับการสอบที่ผ่านมา วิชาที่เค้าว่ายากที่สุดในโปรแกรม คือวิชา Environmental Fluid Mechanics วิศวกรทั้งหลายคงจะพอผ่านกันมาบ้างกับพื้นฐานของวิชานี้ตอนเรียนปริญญาตรี ผมก็ผ่านมันมาเหมือนกัน แต่…นานมาก! วิชานี้รุ่นพี่ปีที่แล้วเค้าสอบตกกันเกินกว่าครึ่งห้อง จนต้องไปคุยกับอาจารย์ให้มีการสอบใหม่โดยไม่นับผลที่สอบไปแล้ว คงเป็นประวัติศาสตร์ไปเลย เพราะไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน และอาจารย์ก็บอกด้วยว่าปีนี้จะไม่ทำแบบนั้นอีก วิชานี้มีลักษณะเฉพาะอีกอย่างนึงซึ่งไม่เหมือนกับวิชาอื่นคือ มีการสอบกลางเทอม (Mid-Term) โดยปกติแล้วตามกฏระเบียบของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่แต่ละวิชาจะมีสอบแค่ครั้งเดียว คือ Final Exam + กับการทำงานกลุ่มส่ง แต่วิชานี้ อาจารย์ให้มีสอบกลางเทอมเพื่อที่จะให้เรามีการอ่านทบทวนอยู่สม่ำเสมอ และเป็นการวัดว่าเราเรียนและเข้าใจไปได้มากน้อยแค่ไหน ตอนแรกผมคิดว่ามันไม่น่าจะแตกต่างที่จะมีหรือไม่มีการสอบ Mid Term เพราะเนื่อหาในส่วนที่ออกไปใน Mid Term Exam แล้ว อาจารย์ก็จะเอามาออกตอน Final Exam ได้อีก แต่…..จริงๆ แล้ว มันต่างกันมากครับ หลังจากสอบ Mid Term เสร็จ และผลสอบออกมา ผมทำข้อสอบไม่ทัน (ในเวลา 1 ชั่วโมง) และได้เกรด 4.0 ไม่ใช่เกรดสูงสุด แต่เป็นเกรดที่เกือบตกครับพี่น้อง! (ดูคำอธิบายเรื่องระบบให้เกรดด้านล่าง)

…..ซีดเลยงานนี้ ตูไม่รอดแน่! สรุปเตรียมตัวมาไม่ดี ทำแบบฝึกหัดน้อย ล้างราจากการสอบมานานร่วม 12 ปี และไม่ชินกับการที่ต้องทำข้อสอบแข่งกับเวลา ซึ่งทำให้ผมลุกลี้ลุกลน ใช้เวลาในแต่ละข้อนานมากในการคิดว่าจะทำยังไง สุดท้ายทำไม่ทัน และไอ้ที่ทำไปก็ผิดเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยเพื่อนๆ ทำกันได้ดี มีคนได้เกรด 1.0 ถึง 7 คน (จะเก่งอะไรกันขนาดนั้น) ส่วนในโซนที่มีโอกาสตกชั้นนี่มีประมาณ 8 คน รวมตูด้วย ถ้าเกิด Final Exam ทำได้ไม่ดี ตกแน่ครับ ตอนนั้นคิดว่าเหนื่อยแน่งานนี้ แล้วก็เหนื่อยจริงๆ แต่ผลสอบที่ออกมามันคุ้มค่ามากครับ ผมใช้เวลาในการอ่านทำความเข้าใจ ทำแบบฝึกหัดและทำข้อสอบย้อนหลังทั้งหมด 7 วัน 7 คืน ก่อน Final Exam ขอบตาคล้ำจนกลายเป็นแพนด้าน้อย แต่พอหลังจากออกจากห้องสอบรู้เลยว่า ผ่านแน่นอน เพราะทำได้เกือบทุกข้อ ถึงแม้จะทำไม่เสร็จแต่ก็เหลือนิดเดียว โล่งไปเปราะนึง ว่าไม่ตกแน่นอน พอมีการประกาศเกรดออกมา ก็ลิงโลดเลยงานนี้ เพราะได้เกรด 1.3 สำหรับ Final Exam และเกรดรวม 2.3 เกินกว่าที่คาดเอาไว้มาก😀 ไม่เสียเที่ยวเลยสำหรับวันคืนที่ใช้ไป (บอกกับตัวเองว่า “มึงสุดยอดมาก ถึงจะแก่แต่ก็ยังไม่หมดไฟ”) นี่ถ้าไม่มีการสอบกลางเทอมมาก่อน ผมคงอาจจะทำได้ไม่ดีเท่านี้ ข้อคิดจากประสบการณ์เรื่องนี้ก็มีอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องไม่ขี้เกียจ มีความตั้งใจ และพยายามดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งในสถานการณ์ปกติ และไม่ปกติ(เช่น ได้เกรด 4 ตอนกลางเทอม) แล้วจะรู้ว่าเราสามารถทำอะไรๆ ได้อีกเยอะ…

ทิ้งท้าย:

ระบบการให้เกรดของที่ Universität Stuttgart (คิดว่าน่าจะเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัยในเยอรมนี) จะเริ่มจากเกรดสูงสุดคือ 1.0 หลังจากนั้นเป็น 1.3, 1.7, 2.0, 2.3, 2.7, 3.0, 3.3, 3.7 และ 4.0 ต้องทำให้ได้เกรด 4.0 ถึงจะผ่าน ถ้าตกจะได้เกรด 5.0 ถ้าสอบตกจะมีโอกาสสอบแก้ตัวได้หนึ่งครั้ง ถ้าตกอีก จะต้องไปสอบปากเปล่า (Oral Exam) กับอาจารย์ เท่าที่รู้ ยังไม่มีใครเคยตก Oral Exam แต่จะได้เกรดสูงสุดคือ 4.0 (แค่ผ่าน) สำหรับช่วงคะแนนในการตัดเกรด อันนี้แล้วแต่วิชาแล้วแต่อาจารย์ แต่โดยส่วนใหญ่คนที่จะได้เกรด 1.0 คะแนนจะอยู่ในช่วงไม่ต่ำกว่า 95% ซึ่งขอบอกว่า ถ้าใครได้ 1.0 นี่ มันเทพมากครับ โดยเฉพาะวิชา Environmental Fluid Mechanics ซึ่งหลังจาก Final Exam มีอยู่ 4 คน เราขอชมเชยจากใจจริง สวัสดี _/\_

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

 
 

Tags: ,

น้ำกับอนาคตครัวโลก?

34_20090121160728.

“The World is Thirsty Because We are Hungry” เป็นประโยคที่องค์การสหประชาชาติใช้ในการโปรโมต วันน้ำโลก หรือ World Water Day ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.2012 ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “Water and Food Security”ตามชื่อแคมเปญทำให้พอทราบว่าปีนี้ theme งานจะเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงทางอาหารซึ่งมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก ผู้เขียนนึกไปถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งของ Sandra L. Postel นักอนุรักษ์น้ำชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง Global Water Policy Project เธอเกริ่นเริ่มต้นไว้ในงานเขียนที่ชื่อ Water for Food Production: Will There Be Enough in 2025? ว่า “Yet to date, I am aware of no global food assessment that systematically addresses how much water will be required to produce the food supplies of 2025 and whether that water will be available where and when it is needed.” (BioScience, August 1998) Sandra อภิปรายแนวทางด้านนโยบายและการลงทุนในระบบชลประทาน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกในขณะนั้น (ปี 1995) การประมาณปริมาณน้ำที่คาดการณ์ว่าต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับป้อนคนทั้งโลกในปี 2025 และปริมาณน้ำในส่วนที่จำเป็นต้องมาจากการชลประทาน (Irrigation Water) เธอนำเสนอผลการวิเคราะห์ในบริบทของปริมาณน้ำที่มีอยู่ และแนวโน้มในอนาคตของทรัพยากรน้ำในภูมิภาคของโลกใบนี้

Sandra กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ ในการประมาณความต้องการน้ำสำหรับทำการเกษตรจนให้ผลผลิตนั้น คำนวณมาจากปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำ ลำคลอง หรือน้ำใต้ดิน ผ่านระบบชลประทานต่างๆ เช่น เขื่อน ซึ่งปริมาณนี้ไม่ได้รวมเอาปริมาณน้ำที่มาจากน้ำฝนโดยตรงในพื้นที่ที่มีฝนตก ปริมาณที่คลาดเคลื่อนนี้ Sandra กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะในพื้นที่ที่มีฝนตกเพียงพอ เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการสร้างเขื่อนหรือระบบชลประทานเพื่อส่งน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก แต่ความคลาดเคลื่อนนี้ทำให้เรามองไม่เห็นภาพรวมของปริมาณน้ำทั้งหมดที่นำมาใช้ในการเพาะปลูกและปริมาณน้ำที่จำเป็นจริงๆ สำหรับผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลก

ในงานเขียนชิ้นนี้ Sandra นำเสนอตัวเลขที่เธอคำนวณและประมาณปริมาณน้ำอย่างน้อยที่สุดที่พืชเกษตรชนิดต่างๆ (เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น) ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงรวมกับน้ำที่ระเหยจากผิวดิน (Evapotranspiration) เปรียบเทียบกับปริมาณน้ำทั้งหมดที่คำนวณจากผลผลิตมวลรวม (15,000 ล้านตันต่อปี) ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสงบนพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดบนโลกนี้ (โดยใช้ค่าปริมาณน้ำ 1 ลิตร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2 กรัม) ซึ่งมีปริมาณมากกว่าเกือบสองเท่าตัว นอกจากนี้ Sandra ยังประมาณปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำปศุสัตว์ ปริมาณน้ำที่ใช้รักษาความชุ่มชื่นของดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปริมาณน้ำที่สูญเสียไปในระบบชลประทาน และปริมาณน้ำที่สูญเสียไปกับการทำประมงน้ำจืดโดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงปลา ซึ่งนับวันจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สรุปโดยรวมได้ว่า ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงประชากรจำนวน 5.7 พันล้านคนในปี ค.ศ.1995 เท่ากับ 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเกือบ 20% ของปริมาณน้ำที่ระเหยจากพื้นผิวโลกกลับสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี

Sandra กล่าวว่าการคาดการณ์โครงสร้างและแหล่งที่มาของอาหารในปี ค.ศ. 2025 ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากข้อจำกัดที่สำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ข้อจำกัดของพื้นที่ทำปศุสัตว์ที่มีแนวโน้มจะให้ผลผลิตน้อยลง ข้อจำกัดการทำประมงน้ำจืดซึ่งคาดว่าจำนวนสัตว์น้ำที่จับได้จากทะเลและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะลดลง และจากข้อจำกัดที่กล่าวมาพื้นที่ทำการเกษตรจะถูกนำไปใช้เพื่อทำปศุสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้พื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพในการทำการเกษตรระยะยาว และพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาใช้เพื่อทำการเกษตรมากขึ้นในอนาคต Sandra คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำที่จำเป็นในการผลิตอาหารในปี ค.ศ.2025 ทั้งจากระบบชลประทานและน้ำฝนโดยตรง มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี ค.ศ.1995 ด้วยปัจจัยหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของกระบวนการ Evapotranspiration เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกระบวนการ Evapotranspiration จะทำให้ปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรจากระบบชลประทานมีปริมาณเพิ่มขึ้น 227% คิดเป็น 2,050 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในแม่น้ำไนล์จำนวน 24 สาย!

แนวโน้มในการจัดหาน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อทำการเกษตรอย่างยั่งยืนมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะในอนาคตความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคสืบเนื่องมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดหาน้ำให้เพียงพอเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นอาจทำให้การเข้าถึงแหล่งน้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้มนุษย์สามารถเข้าถึงได้เพียง 30% (ปริมาณที่เหลือไหลลงสู่ทะเล) เพิ่มขึ้นเป็น 54% ในปี ค.ศ.2025 โดยการสร้างเขื่อนและระบบชลประทานต่างๆ จะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าทางระบบนิเวศน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตทางด้านการประมงลดลง และเกิดการสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วของสัตว์น้ำบางชนิดด้วย นอกจากนี้ การสูบน้ำมาใช้ทำการเกษตรอย่างเกินขีดจำกัดของธรรมชาติ ยังส่งผลให้เกิดการลดลงของปริมาณน้ำจืดทั้งในแม่น้ำลำคลองและชั้นน้ำใต้ดิน ความไม่สมดุลของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การทำอุตสาหกรรม การบริการ การรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และ ทำการเกษตร เหล่านี้ ทำให้หลายประเทศเกิดการขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประชากรในประเทศ และจำเป็นต้องนำเข้าน้ำโดยทางอ้อมในรูปแบบของเมล็ดพืชผลจากการเกษตร

ในปี ค.ศ.2025 ตัวเลขการคาดการณ์จำนวนประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ได้แก่ ประเทศในทวีปเอเชีย แอฟริกาและตะวันออกกลาง จะเพิ่มสูงขึ้นจาก 470 ล้านคนเป็น 3 พันล้านคน การจัดหาน้ำให้เพียงพอสำหรับการผลิตอาหารจะเป็นปัญหาใหญ่ในปี ค.ศ.2025 จนทำให้เกิดการนำเข้าอาหารในหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย แอฟริกาและตะวันออกกลาง ปัญหาที่จะตามมา คือ ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาความยากจน การส่งออกอาหารไปยังประเทศเหล่านี้ในปริมาณและราคาที่สามารถซื้อได้ยังเป็นคำถามที่รอการค้นหาคำตอบอยู่ และเนื่องจากข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ชลประทาน มาตรการที่สำคัญในตอนนี้ คือ การรักษาพื้นที่ทำการเกษตรที่ใช้น้ำได้โดยตรงจากน้ำฝน ให้มีผลผลิตที่สูงและไม่เสื่อมสภาพเร็ว จะช่วยให้การทำเกษตร(ที่ไม่อาศัยระบบชลประทาน) ไม่ต้องไปแย่งน้ำที่จะนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือทำประโยชน์อย่างอื่น นอกจากนี้เทคโนโลยีในการทำการเกษตรและชลประทานแบบใหม่ที่ลดปริมาณการสูญเสียน้ำเนื่องจากการระเหย หรือ Evaporation ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การออกแบบระบบส่งและเก็บน้ำขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นของดิน หรือการใช้ระบบชลประทานแบบหยดน้ำ (drip systems) จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่อปริมาณน้ำที่ใช้เพิ่มสูงขึ้น Sandra ทิ้งท้ายไว้ในบทสรุปว่า ความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในอนาคต เป็นสิ่งล่อใจที่ทำให้คนทั่วไปคิดว่าควรจะแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือการผันน้ำจากแม่น้ำเพื่อมาใช้ในการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าอัตราการใช้น้ำ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ รวมทั้งการผันน้ำจากแม่น้ำในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ทำให้สัตว์น้ำสูญพันธุ์และทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งในที่สุดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมนุษย์ ความพยายามในการชะลอการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการบริโภค ตลอดจนมาตราการในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารของประชากรโลก เป็นทางออกที่ดีต่อระบบนิเวศน์และยั่งยืนที่สุด

ความคิดเห็นของผู้เขียน

ในส่วนของเนื้อหา ผมมีความเห็นว่า ตัวเลขจาการคำนวณและการประมาณค่าที่ Sandra นำเสนอ ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไหร่และ Sandra ไม่ได้ให้คำอธิบายแก่ผู้อ่านอย่างละเอียดมากนัก โดยเฉพาะในประเด็นที่เธอหยิบยกมาพูดถึงตอนเริ่มต้นว่าปริมาณน้ำที่เหมาะสมในการทำการเกษตร ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมีความคลาดเคลื่อน ผมหวังจะเห็นคำอธิบายที่ให้ความกระจ่างกว่านี้ ว่าสามารถคำนวณหาหรือประมาณค่าปริมาณที่คลาดเคลื่อนนี้ได้อย่างไร ค่าที่เธอคำนวณเองและได้แสดงไว้ในตารางที่ 1 ผมคิดว่าเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับค่าที่ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ แนะนำ ส่วนค่าที่แสดงไว้ในตารางที่ 2 เธอประมาณจากค่า conversion factor (น้ำ 1 ลิตร ผลิต 2 กรัม biomass) โดยอ้างมาจากผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ผลการเปรียบเทียบปริมาณความต้องการน้ำจากค่าที่แสดงในตารางทั้งสอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า ปริมาณที่ต่างกันนี้เกิดจากตัวแปรใดได้บ้าง เพียงแต่บอกว่าตัวเลขในตารางที่สองน่าเชื่อถือมากกว่า ผมสันนิษฐานว่าตัวเลขในตารางที่ 2 น่าจะรวมปริมาณน้ำที่คาดว่าจะมาจากน้ำฝนที่ตกลงมาจากฟ้าโดยตรงเข้าไว้แล้ว เพราะปริมาณน้ำในส่วนที่ต่างกันเป็นเท่าตัวนี้เชื่อได้ว่าต้องมีน้ำที่มาจากฝนเป็นองค์ประกอบ

ถ้าตัดเรื่องความถูกต้องของตัวเลขและคำอธิบายประกอบตัวเลขที่นำเสนออย่างไม่ชัดเจนในงานเขียนชิ้นนี้ออกไป ผมเห็นว่างานเขียนชิ้นนี้ให้ความสำคัญกับปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในการจัดหาน้ำเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคตโดยเฉพาะเพื่อการเกษตร สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะประเทศไทย ผมมองเห็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำมากที่สุดในการเพาะปลูกมากถึงปีละ 611 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและทำให้เป็นห่วงว่า ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอสำหรับปลูกข้าวในอนาคตหรือไม่ หลายคนอาจจะกังวลที่เรามีน้ำมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา แต่ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตจะพบว่า พื้นที่แห้งแล้งและขาดแคลนน้ำในประเทศไทยยังมีอยู่มาก ทำให้เราต้องสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขึ้นมาในหลายจังหวัดเพื่อใช้ในการชลประทาน หลายสิบโครงการชลประทานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีอยู่หลายโครงการที่พับไปเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่า เกษตรกรไม่ต้องการน้ำเพื่อทำการเกษตร ผมไม่ได้สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโครงการชลประทานต่างๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับ Sandra คือ ไม่อยากให้เกิดการทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศน์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ผมอยากให้รัฐบาลหันมาทำการศึกษาเรื่องทรัพยากรน้ำและการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างจริงจัง รวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะต้องต่อสู้กับการกีดกันทางการค้า เพื่อทำให้ “ครัวไทย” กลายเป็น “ครัวโลก”ป้อนสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ในเมืองไทยให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นกอบเป็นกำแล้ว ในอนาคตรัฐบาลจะต้องทำให้แน่ใจว่าเกษตรกรไทยจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และไม่ต้องนำเข้าน้ำโดยทางอ้อมผ่านพืชผลทางการเกษตรซึ่ง(เคย)เพาะปลูกได้ในเมืองไทย

อ้างอิง:

Postel, L. S. (1998). Water for food production: Will there be enough in 2025? BioScience, 48(8), 629-637. Retrieved from http://www.jstor.org/stable/1313422

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ http://studentreview.in.th เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

 
Leave a comment

Posted by on January 23, 2013 in Paper Review

 

Tags: , , , ,

CANNSTATTER VOLKSFEST, STUTTGART

IMG_5324

ผมอยากให้คอเบียร์ทั้งไทยและเทศได้มีโอกาสมาเที่ยวงาน Cannstatter Volksfest หรือที่ชาวเมืองชตุทท์การ์ท เรียกกันในชื่อ Cannstatter Wasen หรือ Wasen (วาเซ่น) ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน จนถึงวันอาทิตย์ที่สองของเดือนตุลาคมของทุกปี ณ บริเวณลานวาเซ่น ริมแม่น้ำเนคคาร์ (Neckar) ใกล้กับสถานีรถไฟบาด คันน์ชตัทท์ (Bad Cannstatt) ซึ่งเทศกาลนี้มีมา กว่า 194 ปีแล้ว! โดยจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1818 ตามพระประสงค์ของพระเจ้า วิลเฮล์มที่ 1 (König Wilhelm I) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการเกษตรกรรมของแคว้น Württemberg (เวือร์ทเทมแบร์ก) สัญลักษณ์ของงานซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดคือ หอคอยผลไม้ (Fruchtsäule) ซึ่งจะประดับด้วยข้าวโพด ผักและผลไม้นานาชนิด ในอดีตมีการจัดแข่งม้าและมอบรางวัลให้กับผู้ที่มีผลงานดีเลิศในการทำปศุสัตว์ด้วย ปัจจุบันมีขบวนพาเหรดของกลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดทหาร เครื่องแต่งกายพื้นเมือง กลุ่มคนเลี้ยงแกะที่เต้นระบำไปพร้อมกับเสียงดนตรี และขบวนรถที่ประดับประดาด้วยสีสันสวยงามให้ได้ชม รวมถึงมีสวนสนุกพร้อมด้วยเครื่องเล่นต่างๆ ที่รอท้าทายนักท่องเที่ยว ที่ชอบความตื่นเต้นให้มาวัดใจกันว่าใครจะกรี๊ดดังกว่ากัน แต่ที่ขาดไม่ได้และถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้คือ เต็นท์เบียร์ที่ตั้งเรียงรายรอให้นักดื่มมาลิ้มรสเบียร์พื้นเมือง อาทิเช่น Stuttgarter Hofbräu เบียร์ที่รสชาติดีที่สุด ใครที่มาถึงเมืองชตุทท์การ์ท แล้วไม่ได้ดื่มถือว่าพลาด! ว่ากันต่อถึงเต็นท์เบียร์ในงานเพราะเดี๋ยวคอเบียร์ทั้งหลายจะไม่เห็นภาพความยิ่งใหญ่ Stuttgarter Hofbräu มีเต็นท์ให้นักดื่มถึงสองเต็นท์ด้วยกัน ซึ่งจุคนได้เต็นท์ละ 5,000 คน เบียร์ Dunkelacker มีหนึ่งเต็นท์จุคนได้ 4,500 คน เต็นท์เบียร์ Schwaben Bräu จุคนได้ 5,200 คน เต็นท์เบียร์ Fürstenberg จุคนได้ 5,000 คน นอกจากนี้ยังมีเต็นท์และซุ้มขายอาหารและเบียร์ทั้งใหญ่และเล็กอีกหลายเต็นท์ อาหารที่นิยมกันมากที่สุดในหมู่นักเรียน คือ เต็นท์ Festzelt Göckelesmaier ซึ่งขายไก่ย่างที่มีชื่อเสียงมากว่า 70 ปี (ในภาษาชเวบิชซึ่งเป็นภาษาถิ่น คำว่า Göckele แปลว่า ไก่ย่าง) โดยเต็นท์นี้จะขายเบียร์ Stuttgarter Hofbräu อีกด้วย และเคล็ดลับเด็ดๆ คือ ทุกวันอังคาร เบียร์ 1 ลิตรจะลดครึ่งราคาสำหรับนักเรียน ด้วยเหตุที่มีเต็นท์ขายเบียร์เป็นจำนวนมากประกอบกับจำนวนผู้มาเยือนอย่างล้นหลามในแต่ละปี ทำให้คันน์ชตัท- เทอร์ โฟล์คเฟสท์เป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก รองจากงาน ออคโทเบอร์เฟสท์ที่เมืองมึนเช่น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว รีบตัดสินใจจองตั๋วเดินทางมา เที่ยวงานวาเซ่นที่เมืองชตุทท์การ์ทด้วยกันนะครับ

ที่มา:

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร โอเพ่นมายด์ opnmnd ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 โดย สมาคมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในพระบรมราชูปถัมภ์

ข้อมูลเพิ่มเติม:

http://www.cannstatter-volksfest.de

 

Tags: , , , ,