RSS

น้ำกับอนาคตครัวโลก?

23 Jan

34_20090121160728.

“The World is Thirsty Because We are Hungry” เป็นประโยคที่องค์การสหประชาชาติใช้ในการโปรโมต วันน้ำโลก หรือ World Water Day ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.2012 ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “Water and Food Security”ตามชื่อแคมเปญทำให้พอทราบว่าปีนี้ theme งานจะเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงทางอาหารซึ่งมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก ผู้เขียนนึกไปถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งของ Sandra L. Postel นักอนุรักษ์น้ำชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง Global Water Policy Project เธอเกริ่นเริ่มต้นไว้ในงานเขียนที่ชื่อ Water for Food Production: Will There Be Enough in 2025? ว่า “Yet to date, I am aware of no global food assessment that systematically addresses how much water will be required to produce the food supplies of 2025 and whether that water will be available where and when it is needed.” (BioScience, August 1998) Sandra อภิปรายแนวทางด้านนโยบายและการลงทุนในระบบชลประทาน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกในขณะนั้น (ปี 1995) การประมาณปริมาณน้ำที่คาดการณ์ว่าต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับป้อนคนทั้งโลกในปี 2025 และปริมาณน้ำในส่วนที่จำเป็นต้องมาจากการชลประทาน (Irrigation Water) เธอนำเสนอผลการวิเคราะห์ในบริบทของปริมาณน้ำที่มีอยู่ และแนวโน้มในอนาคตของทรัพยากรน้ำในภูมิภาคของโลกใบนี้

Sandra กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ ในการประมาณความต้องการน้ำสำหรับทำการเกษตรจนให้ผลผลิตนั้น คำนวณมาจากปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำ ลำคลอง หรือน้ำใต้ดิน ผ่านระบบชลประทานต่างๆ เช่น เขื่อน ซึ่งปริมาณนี้ไม่ได้รวมเอาปริมาณน้ำที่มาจากน้ำฝนโดยตรงในพื้นที่ที่มีฝนตก ปริมาณที่คลาดเคลื่อนนี้ Sandra กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะในพื้นที่ที่มีฝนตกเพียงพอ เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการสร้างเขื่อนหรือระบบชลประทานเพื่อส่งน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก แต่ความคลาดเคลื่อนนี้ทำให้เรามองไม่เห็นภาพรวมของปริมาณน้ำทั้งหมดที่นำมาใช้ในการเพาะปลูกและปริมาณน้ำที่จำเป็นจริงๆ สำหรับผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลก

ในงานเขียนชิ้นนี้ Sandra นำเสนอตัวเลขที่เธอคำนวณและประมาณปริมาณน้ำอย่างน้อยที่สุดที่พืชเกษตรชนิดต่างๆ (เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น) ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงรวมกับน้ำที่ระเหยจากผิวดิน (Evapotranspiration) เปรียบเทียบกับปริมาณน้ำทั้งหมดที่คำนวณจากผลผลิตมวลรวม (15,000 ล้านตันต่อปี) ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสงบนพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดบนโลกนี้ (โดยใช้ค่าปริมาณน้ำ 1 ลิตร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2 กรัม) ซึ่งมีปริมาณมากกว่าเกือบสองเท่าตัว นอกจากนี้ Sandra ยังประมาณปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำปศุสัตว์ ปริมาณน้ำที่ใช้รักษาความชุ่มชื่นของดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปริมาณน้ำที่สูญเสียไปในระบบชลประทาน และปริมาณน้ำที่สูญเสียไปกับการทำประมงน้ำจืดโดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงปลา ซึ่งนับวันจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สรุปโดยรวมได้ว่า ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงประชากรจำนวน 5.7 พันล้านคนในปี ค.ศ.1995 เท่ากับ 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเกือบ 20% ของปริมาณน้ำที่ระเหยจากพื้นผิวโลกกลับสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี

Sandra กล่าวว่าการคาดการณ์โครงสร้างและแหล่งที่มาของอาหารในปี ค.ศ. 2025 ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากข้อจำกัดที่สำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ข้อจำกัดของพื้นที่ทำปศุสัตว์ที่มีแนวโน้มจะให้ผลผลิตน้อยลง ข้อจำกัดการทำประมงน้ำจืดซึ่งคาดว่าจำนวนสัตว์น้ำที่จับได้จากทะเลและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะลดลง และจากข้อจำกัดที่กล่าวมาพื้นที่ทำการเกษตรจะถูกนำไปใช้เพื่อทำปศุสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้พื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพในการทำการเกษตรระยะยาว และพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาใช้เพื่อทำการเกษตรมากขึ้นในอนาคต Sandra คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำที่จำเป็นในการผลิตอาหารในปี ค.ศ.2025 ทั้งจากระบบชลประทานและน้ำฝนโดยตรง มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี ค.ศ.1995 ด้วยปัจจัยหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของกระบวนการ Evapotranspiration เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกระบวนการ Evapotranspiration จะทำให้ปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรจากระบบชลประทานมีปริมาณเพิ่มขึ้น 227% คิดเป็น 2,050 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในแม่น้ำไนล์จำนวน 24 สาย!

แนวโน้มในการจัดหาน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อทำการเกษตรอย่างยั่งยืนมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะในอนาคตความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคสืบเนื่องมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดหาน้ำให้เพียงพอเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นอาจทำให้การเข้าถึงแหล่งน้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้มนุษย์สามารถเข้าถึงได้เพียง 30% (ปริมาณที่เหลือไหลลงสู่ทะเล) เพิ่มขึ้นเป็น 54% ในปี ค.ศ.2025 โดยการสร้างเขื่อนและระบบชลประทานต่างๆ จะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าทางระบบนิเวศน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตทางด้านการประมงลดลง และเกิดการสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วของสัตว์น้ำบางชนิดด้วย นอกจากนี้ การสูบน้ำมาใช้ทำการเกษตรอย่างเกินขีดจำกัดของธรรมชาติ ยังส่งผลให้เกิดการลดลงของปริมาณน้ำจืดทั้งในแม่น้ำลำคลองและชั้นน้ำใต้ดิน ความไม่สมดุลของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การทำอุตสาหกรรม การบริการ การรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และ ทำการเกษตร เหล่านี้ ทำให้หลายประเทศเกิดการขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประชากรในประเทศ และจำเป็นต้องนำเข้าน้ำโดยทางอ้อมในรูปแบบของเมล็ดพืชผลจากการเกษตร

ในปี ค.ศ.2025 ตัวเลขการคาดการณ์จำนวนประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ได้แก่ ประเทศในทวีปเอเชีย แอฟริกาและตะวันออกกลาง จะเพิ่มสูงขึ้นจาก 470 ล้านคนเป็น 3 พันล้านคน การจัดหาน้ำให้เพียงพอสำหรับการผลิตอาหารจะเป็นปัญหาใหญ่ในปี ค.ศ.2025 จนทำให้เกิดการนำเข้าอาหารในหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย แอฟริกาและตะวันออกกลาง ปัญหาที่จะตามมา คือ ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาความยากจน การส่งออกอาหารไปยังประเทศเหล่านี้ในปริมาณและราคาที่สามารถซื้อได้ยังเป็นคำถามที่รอการค้นหาคำตอบอยู่ และเนื่องจากข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ชลประทาน มาตรการที่สำคัญในตอนนี้ คือ การรักษาพื้นที่ทำการเกษตรที่ใช้น้ำได้โดยตรงจากน้ำฝน ให้มีผลผลิตที่สูงและไม่เสื่อมสภาพเร็ว จะช่วยให้การทำเกษตร(ที่ไม่อาศัยระบบชลประทาน) ไม่ต้องไปแย่งน้ำที่จะนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือทำประโยชน์อย่างอื่น นอกจากนี้เทคโนโลยีในการทำการเกษตรและชลประทานแบบใหม่ที่ลดปริมาณการสูญเสียน้ำเนื่องจากการระเหย หรือ Evaporation ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การออกแบบระบบส่งและเก็บน้ำขนาดเล็กเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นของดิน หรือการใช้ระบบชลประทานแบบหยดน้ำ (drip systems) จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่อปริมาณน้ำที่ใช้เพิ่มสูงขึ้น Sandra ทิ้งท้ายไว้ในบทสรุปว่า ความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในอนาคต เป็นสิ่งล่อใจที่ทำให้คนทั่วไปคิดว่าควรจะแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือการผันน้ำจากแม่น้ำเพื่อมาใช้ในการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าอัตราการใช้น้ำ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ รวมทั้งการผันน้ำจากแม่น้ำในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ทำให้สัตว์น้ำสูญพันธุ์และทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งในที่สุดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมนุษย์ ความพยายามในการชะลอการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการบริโภค ตลอดจนมาตราการในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารของประชากรโลก เป็นทางออกที่ดีต่อระบบนิเวศน์และยั่งยืนที่สุด

ความคิดเห็นของผู้เขียน

ในส่วนของเนื้อหา ผมมีความเห็นว่า ตัวเลขจาการคำนวณและการประมาณค่าที่ Sandra นำเสนอ ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไหร่และ Sandra ไม่ได้ให้คำอธิบายแก่ผู้อ่านอย่างละเอียดมากนัก โดยเฉพาะในประเด็นที่เธอหยิบยกมาพูดถึงตอนเริ่มต้นว่าปริมาณน้ำที่เหมาะสมในการทำการเกษตร ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมีความคลาดเคลื่อน ผมหวังจะเห็นคำอธิบายที่ให้ความกระจ่างกว่านี้ ว่าสามารถคำนวณหาหรือประมาณค่าปริมาณที่คลาดเคลื่อนนี้ได้อย่างไร ค่าที่เธอคำนวณเองและได้แสดงไว้ในตารางที่ 1 ผมคิดว่าเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับค่าที่ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ แนะนำ ส่วนค่าที่แสดงไว้ในตารางที่ 2 เธอประมาณจากค่า conversion factor (น้ำ 1 ลิตร ผลิต 2 กรัม biomass) โดยอ้างมาจากผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ผลการเปรียบเทียบปริมาณความต้องการน้ำจากค่าที่แสดงในตารางทั้งสอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า ปริมาณที่ต่างกันนี้เกิดจากตัวแปรใดได้บ้าง เพียงแต่บอกว่าตัวเลขในตารางที่สองน่าเชื่อถือมากกว่า ผมสันนิษฐานว่าตัวเลขในตารางที่ 2 น่าจะรวมปริมาณน้ำที่คาดว่าจะมาจากน้ำฝนที่ตกลงมาจากฟ้าโดยตรงเข้าไว้แล้ว เพราะปริมาณน้ำในส่วนที่ต่างกันเป็นเท่าตัวนี้เชื่อได้ว่าต้องมีน้ำที่มาจากฝนเป็นองค์ประกอบ

ถ้าตัดเรื่องความถูกต้องของตัวเลขและคำอธิบายประกอบตัวเลขที่นำเสนออย่างไม่ชัดเจนในงานเขียนชิ้นนี้ออกไป ผมเห็นว่างานเขียนชิ้นนี้ให้ความสำคัญกับปัจจัยและข้อจำกัดต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในการจัดหาน้ำเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคตโดยเฉพาะเพื่อการเกษตร สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะประเทศไทย ผมมองเห็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำมากที่สุดในการเพาะปลูกมากถึงปีละ 611 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและทำให้เป็นห่วงว่า ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอสำหรับปลูกข้าวในอนาคตหรือไม่ หลายคนอาจจะกังวลที่เรามีน้ำมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา แต่ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตจะพบว่า พื้นที่แห้งแล้งและขาดแคลนน้ำในประเทศไทยยังมีอยู่มาก ทำให้เราต้องสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขึ้นมาในหลายจังหวัดเพื่อใช้ในการชลประทาน หลายสิบโครงการชลประทานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีอยู่หลายโครงการที่พับไปเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่า เกษตรกรไม่ต้องการน้ำเพื่อทำการเกษตร ผมไม่ได้สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโครงการชลประทานต่างๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับ Sandra คือ ไม่อยากให้เกิดการทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศน์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ผมอยากให้รัฐบาลหันมาทำการศึกษาเรื่องทรัพยากรน้ำและการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างจริงจัง รวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกเหนือจากการที่รัฐบาลจะต้องต่อสู้กับการกีดกันทางการค้า เพื่อทำให้ “ครัวไทย” กลายเป็น “ครัวโลก”ป้อนสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ในเมืองไทยให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นกอบเป็นกำแล้ว ในอนาคตรัฐบาลจะต้องทำให้แน่ใจว่าเกษตรกรไทยจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และไม่ต้องนำเข้าน้ำโดยทางอ้อมผ่านพืชผลทางการเกษตรซึ่ง(เคย)เพาะปลูกได้ในเมืองไทย

อ้างอิง:

Postel, L. S. (1998). Water for food production: Will there be enough in 2025? BioScience, 48(8), 629-637. Retrieved from http://www.jstor.org/stable/1313422

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ http://studentreview.in.th เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

 
Leave a comment

Posted by on January 23, 2013 in Paper Review

 

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: