RSS

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 2: ทำไมต้องเมืองนอก? ทำไมต้องเยอรมนี? แล้วทำไมเพิ่งมาเรียน?

11 Feb

IMG_5564

นึกย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2541 ผมกำลังนั่งรถปิคอัพจากรุงเทพเมืองฟ้าอมรมุ่งหน้าขึ้นเหนือ พร้อมด้วยพ่อกับแม่ และข้าวของเต็มคันรถ มันเป็นการเดินทางครั้งแรกจากบ้านเกิดที่ผมใช้ชีวิตอยู่มาเกือบ 21 ปี จุดหมายปลายทางอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ที่ที่ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงาน(ในฐานะบัณฑิตจบใหม่) และใช้เวลากินนอนอยู่ที่นั่นและจังหวัดพิษณุโลกซึ่งอยู่ห่างออกไปร่วม 60 กิโลเมตร เป็นเวลา 4 ปีกว่า หลังจากวันนั้น ชีวิตผมก็ไม่เคยห่างหายจากการเดินทางอีกเลย…

ช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาตรี เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกันส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโททันที บางคนทำงานได้ไม่นานก็ตัดสินใจไปเรียนต่อ ผมคิดว่าผมโชคดีเพราะได้งานทำเร็ว ไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่เรื่องเรียนต่อก็ติดอยู่ในหัวตั้งแต่นั้นมา หลังจากทำงานไปได้ปีนึง ผมก็เริ่มหาโปรแกรมเรียนปริญญาโทโดยเน้นไปทางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่แน่ใจว่าทำไมผมชอบน้ำ อาจจะเป็นเพราะงานที่ทำเกี่ยวข้องกับน้ำและมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตและผู้คนซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาและปลูกอ้อย ทำให้ตระหนักได้ว่า น้ำคือชีวิตจริงๆ   ไม่น่าเชื่อ(แต่ก็ต้องเชื่อ) ว่าผมจะมีโอกาสได้มาเรียนหนึ่งในโปรแกรมที่ผมค้นเจอทางอินเตอร์เน็ทในตอนนั้น

การเดินทางครั้งต่อมาเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2545 หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่เกาะบาหลีเพียงไม่กี่วัน ผมย้ายบริษัทไปทำงานที่เมืองจาการ์ตา ที่นี่ผมมีเจ้านายเป็นคนเยอรมันที่เก่งและใจดีมาก และที่สำคัญผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมที่ผมอยากเรียนเพิ่มเติมอีกและผมเริ่มชอบโปรแกรมนี้มากขึ้น เจ้านายบอกว่าเค้าเป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มพัฒนาการเรียนการสอนโปรแกรมนี้ขึ้นมา ชื่อโปรแกรมคือ WAREM (Water Resources and Engineering Management) เป็นโปรแกรมนานาชาติสอนเป็นภาษาอังกฤษ  ผมเริ่มคิดในใจแล้วว่า “หรือดวงเราจะสมพงษ์กับเยอรมนี”

หลังจากเกิดเหตุระเบิดอีกครั้ง คราวนี้ใจกลางเมืองจาการ์ตาเลย และใกล้กับอพาร์ตเมนท์ที่ผมอยู่มาก จนผมได้ยินเสียงระเบิดและมองไปเห็นกลุ่มควันเล็กๆ   ไม่ถึง 10 นาที เสียงโทรศัพท์ก็ดัง น้ำเสียงที่อยู่ปลายสายดูเป็นกังวลมาก ผมทำเสียงร่าเริงพูดตอบไปว่า สบายดีไม่เป็นอะไรไม่ต้องเป็นห่วงนะแม่ แต่ในใจคิดว่าสงสัยคงต้องกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าอยู่ต่อที่บ้านคงเป็นกังวลตลอดเวลา กลับครับกลับ  ประจวบเหมาะกับที่มีเพื่อนชาวออสเตรเลียที่เคยทำงานร่วมกันติดต่อมาให้ไปทำงานที่บริษัทที่เค้าทำงานอยู่และมีสาขาอยู่ที่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในจาการ์ตามา 9 เดือน ผมลาออกและ 20 วันให้หลัง กลับมาทำงานที่เมืองไทย

ทุกครั้งที่มีคนหยิบยื่นโอกาสในการทำงานให้ผม ผมจะกลับมาคิดเรื่องเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุกครั้ง และแน่นอนผมเลือกโอกาสในการทำงานก่อนเสมอ แต่ก็ไม่เคยเลิกล้มความคิดที่จะเรียนต่อ หลังจากกลับมาทำงานที่เมืองไทยได้ 5 ปี ผมก็คิดจะลาออก ความคิดที่จะเรียนต่อมีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นได้ทั้ง แรงบันดาลใจ+กำลังใจจากคนใกล้ชิด(หัวใจ) = “คราวนี้จะไปเรียนต่อแล้วครับ” ส่งใบสมัครไปหลายมหาวิทยาลัยทั้งที่อเมริกาและยุโรป รวมถึงเยอรมนีด้วย แต่ทว่า”มัน” ก็มาด้วยเหมือนกันครับท่าน มันคือโอกาสในการทำงาน และคราวนี้มันก็ชนะอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน! มีรุ่นพี่มาชักชวนให้ส่งใบสมัครไปที่บริษัทและเผอิญเค้าเรียกไปสัมภาษณ์ และก็โชคดีที่เค้ารับเข้าทำงาน ตอนที่ตัดสินใจตอบตกลงไปทำงาน ยังไม่รู้ผลการสมัครจากทางมหาวิทยาลัย มารู้ตอนที่ทำงานที่ใหม่ไปได้ 4 เดือน มีมหาวิทยาลัยตอบรับให้เข้าเรียนมา 3 ที่ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart (อูนีแวรสิเทธ ชตุ๊ทการ์ท) จะทำยังไงดีล่ะครับพี่น้องครับ จะลาออกก็กังวล เพราะเผอิญผมได้มีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบโปรเจ็คที่สำคัญ ถ้าออกไปเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกันในทีมคงจะต้องรับไปเต็มๆ ไม่ดีแน่ครับ แต่ถ้าตอบปฏิเสธไปทางมหาวิทยาลัย ก็อาจจะไม่มีโอกาสอีก ในที่สุดผมเลือกงาน แต่ในใจก็คิดว่า “ไม่เคยมีอะไรที่ผมตั้งใจจะทำจริงๆ แล้วไม่สำเร็จ ผมตั้งใจจะเรียนต่อ ยังไงซะผมก็จะได้เรียน”

1 ปีถัดมา มาเริ่มสมัครเรียนต่ออีกครั้ง คราวนี้ส่งใบสมัครไปไม่กี่ที่ แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart ทางมหาวิทยาลัยให้โอกาสผมอีกครั้ง และคราวนี้ได้มาเรียนสมใจแล้วครับ เย่ เย่……….มีคนชอบถาม (บางคนถามปนเหน็บแนม ไม่สร้างสรรค์) ว่าอยากมาเรียนต่อเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้นเหรอ มาเอาดีกรี หรือว่าอยากจะได้ชื่อว่าจบนอก เด็กนอก  บ้างก็พูดเปรยๆ ออกมาว่าเห็นเพื่อนเค้าจบโทกันหมดเลยอยากจบบ้างใช่มั้ย (คำถามอย่างนี้ ผมว่าไม่สร้างสรรค์นะ) พอผมเริ่มจะอธิบายเหตุผล ก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น คนส่วนใหญ่ที่ถามคำถามไม่สร้างสรรค์ มักไม่มีความอดทนในการรับฟัง (เอ หรือว่าพวกคุณ ไม่อยากฟังคำตอบ แค่อยากเหน็บแนม) ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยแคร์ความคิด(ที่ไม่สร้างสรรค์) ของคนอื่นและบ่อยครั้งที่เชื่อในความคิดตัวเองเป็นหลัก ผมก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟังให้ได้รู้ว่า ทำไมต้องตอนนี้? เหตุผลคงจะอยู่ด้านบนหมดแล้ว (ไม่มีเหตุผลอะไรอื่นเลย นอกจากจังหวะเวลา)  ทำไมต้องเยอรมนี? อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นความอยากส่วนตัว และทำไมต้องเมืองนอก? เพราะผมตั้งใจมาศึกษาหาความรู้ ผมตั้งใจมาเรียนรู้ชีวิต ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงามของชนชาติอื่นและเรียนรู้การอยู่กับคนอื่นในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ และที่สำคัญผมตั้งใจจะมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

…and finally fate took me here.

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

 
 

Tags: ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: