RSS

Category Archives: Life as I understand and experience it

Writing about my life in general & opinions on specific experiences and events

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 3: พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

IMG_0762

ขณะนี้เวลา 11:59 อากาศเย็นกำลังดี ลมพัดเอื่อยๆ ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้ มองออกไปกิ่งไม้ไหวโยกเอนเอียงตามแต่กระแสลมจะพาไป เหมือนจิตใจคนที่อยู่ๆ ก็ล่องลอยออกไปผ่านช่องหน้าต่างช่องเดียวกัน ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ไกลออกไปกลางท้องฟ้าสีคราม ที่ถูกก้อนเมฆฝากริ้วรอยเอาไว้ เป็นเส้นๆ เป็นหย่อมๆ สีขาวนวล….พลันแสงแดดตกกระทบหลังคาโรงจอดรถจักรยานมาเข้าตา จิตใจจึงกลับคืนสู่ร่าง ก่อนที่จะด่ำดิ่งลึกลงไปสู่ก้นบึ้งของกาลเวลา……

วันนี้เป็นวันที่อากาศดีที่สุดวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนี้ ฤดูร้อนที่ถูกคุกคามโดยปรากฏการณ์ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “โลกร้อน” ตั้งแต่ย่างเข้าฤดูร้อนมาจนถึงตอนนี้ มีแต่ฝน ฝน ร้อน ฝน หนาว ฝน…สลับไปมา ช่างเป็นหน้าร้อนที่น่าเบื่อมาก นี่ยังไม่รวมกับที่ต้องมานั่งอ่านหนังสือ นั่งสอบ นั่งอ่านหนังสือ และนั่งสอบ อีกเป็นระยะเวลาร่วม 6 อาทิตย์ กับทั้งหมด 11 วิชา! โชคดีที่ยังมีช่วงพักให้หายใจกันบ้าง….

อีก 3 วันข้างหน้าก็จะครบ 1 ปีพอดีที่ย้ายตัวเองมาอยู่ในดินแดนอินทรีเหล็ก 1 ปีที่กำลังจะผ่านไปไวเหมือนโกหก มาสำรวจพฤติกรรมกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ทั้งที่ดีและไม่ดี

เอาที่ดีก่อนละกัน

  • ทำอะไรมีการวางแผนล่วงหน้ามากขึ้นและตรงต่อเวลามากขึ้น อันนี้น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนน่าจะได้รับจากการมาใช้ชีวิตที่เยอรมนี จะไปไหน จะไปพบใคร หรืออีก 2-3 วันข้างหน้าจะทำอะไร ต้องวางแผน ต้องเช็คตารางเวลารถไฟตลอด จนในที่สุดติดเป็นนิสัย
  • ออกกำลังกายมากขึ้น และสม่ำเสมอกว่าตอนอยู่เมืองไทย ทั้งวิ่ง ทั้งปั่นจักรยาน และเตะบอล ทำให้ร่างกาย(เหมือน) จะกลับมาฟิตอีกครั้งหนึ่ง สภาพร่างกายตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีสำหรับคนวัย 30 กว่าๆ 🙂
  • บ้าแดด อันนี้ขอคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี หลังจากผ่านหน้าหนาวอันหฤโหดมา รู้ซึ้งเลยว่าอาการบ้าแดดเป็นยังไง วันไหนฟ้ามืดสลัว มัวๆ ขุ่นๆ อากาศเย็นๆ มันรู้สึกโหยหาแสงแดดและไออุ่นมากเป็นพิเศษ พอวันไหนอากาศดี แดดออกอย่างวันนี้ ก็จะกระปี้กระเปร่าเป็นพิเศษ จิตใจเบิกบานและพองโต อยากจะออกไปเดินเล่นตากแดดแล้วสิ ไม่น่าเชื่อว่าสภาพอากาศจะมีผลกับจิตใจคนเราได้ขนาดนี้
  • ใช้เวลากับคนอื่นๆ มากขึ้น เก็บตัวน้อยลง อันนี้อาจจะเป็นเพราะหน้าที่ที่ทำให้ได้พบปะพูดคุยกับคนเยอะขึ้น สังสรรค์กันมากขึ้น ออกงานบ่อยด้วย ถือว่าดีกว่าเทอมที่แล้วนะที่เก็บตัวเกินไปและไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ การพบเจอผู้คนที่มาจากหลากหลายสถานะ หลากหลายความคิด ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ ได้ดีขึ้น

ที่ไม่ดีก็มีดังนี้

  • ช่วงที่มาแรกๆ จนถึงตอนนี้ ดื่มเยอะมากเกินไป โดยเฉพาะเบียร์ แน่นอนมาอยู่เมืองเบียร์ คุณจะดื่มอะไรล่ะ น้ำก็ราคาพอๆ กับเบียร์ คิดแล้วดื่มเบียร์ดีกว่า (ถ้าหิวน้ำก็ไปดื่มน้ำก็อกแทน ที่นี่เค้ารับประกันคุณภาพน้ำก็อกว่าดื่มได้) แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะดื่มมากต่อไปอีก เพราะด้วยวัยขนาดนี้ร่างกายฟื้นตัวช้าเหลือเกิน -_-‘ ผิดศีลด้วย จะดื่มให้น้อยลงๆๆๆๆๆๆ
  • นอนดึก-ตื่นสาย ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ชอบมาคึกเอาตอนดึกๆ (กลางวันนี่แอบเฉื่อยเล็กน้อย) เป็นผลทำให้ตื่นสาย บางครั้งไปเรียนเกือบไม่ทัน (ตื่นมาแปรงฟัน แล้ววิ่งไปเรียนเลย) บางวิชาที่เริ่มเรียน 7:45 นี่ โอยยยย…ไปทันอยู่ครั้งเดียว (เลยไม่ลงสอบเลย ไปสอบวิชาเลือกตัวอื่นแทน) ต้องเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตใหม่ ให้เดินเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นเค้าบ้าง (เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันนี้ตื่น 8 โมง แต่นอนไป 3 ชั่วโมงเอง!)
  • ใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป โดยเฉพาะตอนกลางคืน ข้อนี้พยายามจะปรับตั้งหลายครั้ง ยังไม่สำเร็จ แต่จะพยายามต่อไปครับ 😉

ปีนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน แล้วปีหน้าค่อยมาสำรวจกันใหม่นะครับ Auf Wiedersehen!

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Advertisements
 
 

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 2: ทำไมต้องเมืองนอก? ทำไมต้องเยอรมนี? แล้วทำไมเพิ่งมาเรียน?

IMG_5564

นึกย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2541 ผมกำลังนั่งรถปิคอัพจากรุงเทพเมืองฟ้าอมรมุ่งหน้าขึ้นเหนือ พร้อมด้วยพ่อกับแม่ และข้าวของเต็มคันรถ มันเป็นการเดินทางครั้งแรกจากบ้านเกิดที่ผมใช้ชีวิตอยู่มาเกือบ 21 ปี จุดหมายปลายทางอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ที่ที่ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงาน(ในฐานะบัณฑิตจบใหม่) และใช้เวลากินนอนอยู่ที่นั่นและจังหวัดพิษณุโลกซึ่งอยู่ห่างออกไปร่วม 60 กิโลเมตร เป็นเวลา 4 ปีกว่า หลังจากวันนั้น ชีวิตผมก็ไม่เคยห่างหายจากการเดินทางอีกเลย…

ช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาตรี เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกันส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโททันที บางคนทำงานได้ไม่นานก็ตัดสินใจไปเรียนต่อ ผมคิดว่าผมโชคดีเพราะได้งานทำเร็ว ไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่เรื่องเรียนต่อก็ติดอยู่ในหัวตั้งแต่นั้นมา หลังจากทำงานไปได้ปีนึง ผมก็เริ่มหาโปรแกรมเรียนปริญญาโทโดยเน้นไปทางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่แน่ใจว่าทำไมผมชอบน้ำ อาจจะเป็นเพราะงานที่ทำเกี่ยวข้องกับน้ำและมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตและผู้คนซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาและปลูกอ้อย ทำให้ตระหนักได้ว่า น้ำคือชีวิตจริงๆ   ไม่น่าเชื่อ(แต่ก็ต้องเชื่อ) ว่าผมจะมีโอกาสได้มาเรียนหนึ่งในโปรแกรมที่ผมค้นเจอทางอินเตอร์เน็ทในตอนนั้น

การเดินทางครั้งต่อมาเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2545 หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่เกาะบาหลีเพียงไม่กี่วัน ผมย้ายบริษัทไปทำงานที่เมืองจาการ์ตา ที่นี่ผมมีเจ้านายเป็นคนเยอรมันที่เก่งและใจดีมาก และที่สำคัญผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมที่ผมอยากเรียนเพิ่มเติมอีกและผมเริ่มชอบโปรแกรมนี้มากขึ้น เจ้านายบอกว่าเค้าเป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มพัฒนาการเรียนการสอนโปรแกรมนี้ขึ้นมา ชื่อโปรแกรมคือ WAREM (Water Resources and Engineering Management) เป็นโปรแกรมนานาชาติสอนเป็นภาษาอังกฤษ  ผมเริ่มคิดในใจแล้วว่า “หรือดวงเราจะสมพงษ์กับเยอรมนี”

หลังจากเกิดเหตุระเบิดอีกครั้ง คราวนี้ใจกลางเมืองจาการ์ตาเลย และใกล้กับอพาร์ตเมนท์ที่ผมอยู่มาก จนผมได้ยินเสียงระเบิดและมองไปเห็นกลุ่มควันเล็กๆ   ไม่ถึง 10 นาที เสียงโทรศัพท์ก็ดัง น้ำเสียงที่อยู่ปลายสายดูเป็นกังวลมาก ผมทำเสียงร่าเริงพูดตอบไปว่า สบายดีไม่เป็นอะไรไม่ต้องเป็นห่วงนะแม่ แต่ในใจคิดว่าสงสัยคงต้องกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าอยู่ต่อที่บ้านคงเป็นกังวลตลอดเวลา กลับครับกลับ  ประจวบเหมาะกับที่มีเพื่อนชาวออสเตรเลียที่เคยทำงานร่วมกันติดต่อมาให้ไปทำงานที่บริษัทที่เค้าทำงานอยู่และมีสาขาอยู่ที่เมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในจาการ์ตามา 9 เดือน ผมลาออกและ 20 วันให้หลัง กลับมาทำงานที่เมืองไทย

ทุกครั้งที่มีคนหยิบยื่นโอกาสในการทำงานให้ผม ผมจะกลับมาคิดเรื่องเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุกครั้ง และแน่นอนผมเลือกโอกาสในการทำงานก่อนเสมอ แต่ก็ไม่เคยเลิกล้มความคิดที่จะเรียนต่อ หลังจากกลับมาทำงานที่เมืองไทยได้ 5 ปี ผมก็คิดจะลาออก ความคิดที่จะเรียนต่อมีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นได้ทั้ง แรงบันดาลใจ+กำลังใจจากคนใกล้ชิด(หัวใจ) = “คราวนี้จะไปเรียนต่อแล้วครับ” ส่งใบสมัครไปหลายมหาวิทยาลัยทั้งที่อเมริกาและยุโรป รวมถึงเยอรมนีด้วย แต่ทว่า”มัน” ก็มาด้วยเหมือนกันครับท่าน มันคือโอกาสในการทำงาน และคราวนี้มันก็ชนะอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน! มีรุ่นพี่มาชักชวนให้ส่งใบสมัครไปที่บริษัทและเผอิญเค้าเรียกไปสัมภาษณ์ และก็โชคดีที่เค้ารับเข้าทำงาน ตอนที่ตัดสินใจตอบตกลงไปทำงาน ยังไม่รู้ผลการสมัครจากทางมหาวิทยาลัย มารู้ตอนที่ทำงานที่ใหม่ไปได้ 4 เดือน มีมหาวิทยาลัยตอบรับให้เข้าเรียนมา 3 ที่ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart (อูนีแวรสิเทธ ชตุ๊ทการ์ท) จะทำยังไงดีล่ะครับพี่น้องครับ จะลาออกก็กังวล เพราะเผอิญผมได้มีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบโปรเจ็คที่สำคัญ ถ้าออกไปเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกันในทีมคงจะต้องรับไปเต็มๆ ไม่ดีแน่ครับ แต่ถ้าตอบปฏิเสธไปทางมหาวิทยาลัย ก็อาจจะไม่มีโอกาสอีก ในที่สุดผมเลือกงาน แต่ในใจก็คิดว่า “ไม่เคยมีอะไรที่ผมตั้งใจจะทำจริงๆ แล้วไม่สำเร็จ ผมตั้งใจจะเรียนต่อ ยังไงซะผมก็จะได้เรียน”

1 ปีถัดมา มาเริ่มสมัครเรียนต่ออีกครั้ง คราวนี้ส่งใบสมัครไปไม่กี่ที่ แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในนั้นคือ Universität Stuttgart ทางมหาวิทยาลัยให้โอกาสผมอีกครั้ง และคราวนี้ได้มาเรียนสมใจแล้วครับ เย่ เย่……….มีคนชอบถาม (บางคนถามปนเหน็บแนม ไม่สร้างสรรค์) ว่าอยากมาเรียนต่อเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้นเหรอ มาเอาดีกรี หรือว่าอยากจะได้ชื่อว่าจบนอก เด็กนอก  บ้างก็พูดเปรยๆ ออกมาว่าเห็นเพื่อนเค้าจบโทกันหมดเลยอยากจบบ้างใช่มั้ย (คำถามอย่างนี้ ผมว่าไม่สร้างสรรค์นะ) พอผมเริ่มจะอธิบายเหตุผล ก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น คนส่วนใหญ่ที่ถามคำถามไม่สร้างสรรค์ มักไม่มีความอดทนในการรับฟัง (เอ หรือว่าพวกคุณ ไม่อยากฟังคำตอบ แค่อยากเหน็บแนม) ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยแคร์ความคิด(ที่ไม่สร้างสรรค์) ของคนอื่นและบ่อยครั้งที่เชื่อในความคิดตัวเองเป็นหลัก ผมก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟังให้ได้รู้ว่า ทำไมต้องตอนนี้? เหตุผลคงจะอยู่ด้านบนหมดแล้ว (ไม่มีเหตุผลอะไรอื่นเลย นอกจากจังหวะเวลา)  ทำไมต้องเยอรมนี? อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นความอยากส่วนตัว และทำไมต้องเมืองนอก? เพราะผมตั้งใจมาศึกษาหาความรู้ ผมตั้งใจมาเรียนรู้ชีวิต ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงามของชนชาติอื่นและเรียนรู้การอยู่กับคนอื่นในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ และที่สำคัญผมตั้งใจจะมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

…and finally fate took me here.

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

 
 

Tags: ,

ใช้ชีวิตในดินแดนอินทรีเหล็ก ตอนที่ 1: เทอมหนึ่งจบไปแล้วครับ

IMG_5602

 

ตั้งใจว่าจะเขียนโน้ตเป็นบันทึกความทรงจำ เรื่องการใช้ชีวิตในประเทศที่ผู้คนดื่มเบียร์มากที่สุดในโลก ดินแดนที่พอพูดถึงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเบียร์และขาหมู สำหรับเมืองที่ผมมาอยู่ เพื่อนบางคนก็จะนึกถึงเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างนึง คือ รองเท้า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารองเท้ายี่ห้อนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่นี่รึเปล่า แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้เกือบเจ็ดเดือน ก็ยังไม่เคยเห็นรองเท้ายี่ห้อนี้ในห้างหรือสถานที่ช๊อปปิ้งที่ไหนเลยนะครับ ใครเคยเห็นช่วยบอกด้วย

หลังจากสอบวิชาสุดท้ายผ่านไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา การเรียนเทอมหนึ่งของผมก็สิ้นสุดลง(แบบไม่ทันรู้ตัว) มีการฉลองกันไปพอหอมปากหอมคอในหมู่เพื่อนสนิท และเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการปิ้งย่างบาร์บีคิวกินกันในป่า อากาศดีมาก อุณหภูมิ 10 กว่าๆ แดดออกและฟ้าเป็นสีฟ้า 🙂

สำหรับผมมีเรื่องส่วนตัวให้ฉลองเล็กๆ กับการสอบที่ผ่านมา วิชาที่เค้าว่ายากที่สุดในโปรแกรม คือวิชา Environmental Fluid Mechanics วิศวกรทั้งหลายคงจะพอผ่านกันมาบ้างกับพื้นฐานของวิชานี้ตอนเรียนปริญญาตรี ผมก็ผ่านมันมาเหมือนกัน แต่…นานมาก! วิชานี้รุ่นพี่ปีที่แล้วเค้าสอบตกกันเกินกว่าครึ่งห้อง จนต้องไปคุยกับอาจารย์ให้มีการสอบใหม่โดยไม่นับผลที่สอบไปแล้ว คงเป็นประวัติศาสตร์ไปเลย เพราะไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน และอาจารย์ก็บอกด้วยว่าปีนี้จะไม่ทำแบบนั้นอีก วิชานี้มีลักษณะเฉพาะอีกอย่างนึงซึ่งไม่เหมือนกับวิชาอื่นคือ มีการสอบกลางเทอม (Mid-Term) โดยปกติแล้วตามกฏระเบียบของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่แต่ละวิชาจะมีสอบแค่ครั้งเดียว คือ Final Exam + กับการทำงานกลุ่มส่ง แต่วิชานี้ อาจารย์ให้มีสอบกลางเทอมเพื่อที่จะให้เรามีการอ่านทบทวนอยู่สม่ำเสมอ และเป็นการวัดว่าเราเรียนและเข้าใจไปได้มากน้อยแค่ไหน ตอนแรกผมคิดว่ามันไม่น่าจะแตกต่างที่จะมีหรือไม่มีการสอบ Mid Term เพราะเนื่อหาในส่วนที่ออกไปใน Mid Term Exam แล้ว อาจารย์ก็จะเอามาออกตอน Final Exam ได้อีก แต่…..จริงๆ แล้ว มันต่างกันมากครับ หลังจากสอบ Mid Term เสร็จ และผลสอบออกมา ผมทำข้อสอบไม่ทัน (ในเวลา 1 ชั่วโมง) และได้เกรด 4.0 ไม่ใช่เกรดสูงสุด แต่เป็นเกรดที่เกือบตกครับพี่น้อง! (ดูคำอธิบายเรื่องระบบให้เกรดด้านล่าง)

…..ซีดเลยงานนี้ ตูไม่รอดแน่! สรุปเตรียมตัวมาไม่ดี ทำแบบฝึกหัดน้อย ล้างราจากการสอบมานานร่วม 12 ปี และไม่ชินกับการที่ต้องทำข้อสอบแข่งกับเวลา ซึ่งทำให้ผมลุกลี้ลุกลน ใช้เวลาในแต่ละข้อนานมากในการคิดว่าจะทำยังไง สุดท้ายทำไม่ทัน และไอ้ที่ทำไปก็ผิดเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยเพื่อนๆ ทำกันได้ดี มีคนได้เกรด 1.0 ถึง 7 คน (จะเก่งอะไรกันขนาดนั้น) ส่วนในโซนที่มีโอกาสตกชั้นนี่มีประมาณ 8 คน รวมตูด้วย ถ้าเกิด Final Exam ทำได้ไม่ดี ตกแน่ครับ ตอนนั้นคิดว่าเหนื่อยแน่งานนี้ แล้วก็เหนื่อยจริงๆ แต่ผลสอบที่ออกมามันคุ้มค่ามากครับ ผมใช้เวลาในการอ่านทำความเข้าใจ ทำแบบฝึกหัดและทำข้อสอบย้อนหลังทั้งหมด 7 วัน 7 คืน ก่อน Final Exam ขอบตาคล้ำจนกลายเป็นแพนด้าน้อย แต่พอหลังจากออกจากห้องสอบรู้เลยว่า ผ่านแน่นอน เพราะทำได้เกือบทุกข้อ ถึงแม้จะทำไม่เสร็จแต่ก็เหลือนิดเดียว โล่งไปเปราะนึง ว่าไม่ตกแน่นอน พอมีการประกาศเกรดออกมา ก็ลิงโลดเลยงานนี้ เพราะได้เกรด 1.3 สำหรับ Final Exam และเกรดรวม 2.3 เกินกว่าที่คาดเอาไว้มาก 😀 ไม่เสียเที่ยวเลยสำหรับวันคืนที่ใช้ไป (บอกกับตัวเองว่า “มึงสุดยอดมาก ถึงจะแก่แต่ก็ยังไม่หมดไฟ”) นี่ถ้าไม่มีการสอบกลางเทอมมาก่อน ผมคงอาจจะทำได้ไม่ดีเท่านี้ ข้อคิดจากประสบการณ์เรื่องนี้ก็มีอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องไม่ขี้เกียจ มีความตั้งใจ และพยายามดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาให้ได้มากที่สุด ทั้งในสถานการณ์ปกติ และไม่ปกติ(เช่น ได้เกรด 4 ตอนกลางเทอม) แล้วจะรู้ว่าเราสามารถทำอะไรๆ ได้อีกเยอะ…

ทิ้งท้าย:

ระบบการให้เกรดของที่ Universität Stuttgart (คิดว่าน่าจะเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัยในเยอรมนี) จะเริ่มจากเกรดสูงสุดคือ 1.0 หลังจากนั้นเป็น 1.3, 1.7, 2.0, 2.3, 2.7, 3.0, 3.3, 3.7 และ 4.0 ต้องทำให้ได้เกรด 4.0 ถึงจะผ่าน ถ้าตกจะได้เกรด 5.0 ถ้าสอบตกจะมีโอกาสสอบแก้ตัวได้หนึ่งครั้ง ถ้าตกอีก จะต้องไปสอบปากเปล่า (Oral Exam) กับอาจารย์ เท่าที่รู้ ยังไม่มีใครเคยตก Oral Exam แต่จะได้เกรดสูงสุดคือ 4.0 (แค่ผ่าน) สำหรับช่วงคะแนนในการตัดเกรด อันนี้แล้วแต่วิชาแล้วแต่อาจารย์ แต่โดยส่วนใหญ่คนที่จะได้เกรด 1.0 คะแนนจะอยู่ในช่วงไม่ต่ำกว่า 95% ซึ่งขอบอกว่า ถ้าใครได้ 1.0 นี่ มันเทพมากครับ โดยเฉพาะวิชา Environmental Fluid Mechanics ซึ่งหลังจาก Final Exam มีอยู่ 4 คน เราขอชมเชยจากใจจริง สวัสดี _/\_

ที่มา:

เผยแพร่ครั้งแรกใน Note บน Facebook ของ Kitti Too  เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

 
 

Tags: ,